เที่ยวญี่ปุ่น เมืองไหนดี 20 เมือง ห้ามพลาด อัปเดตล่าสุด
ถ้าคุณกำลังวางแผนหนีร้อนไปพึ่งเย็น หรือเตรียมทริปช่วงวันหยุดยาวที่กำลังจะมาถึงกับทัวร์ญี่ปุ่น แต่ยังไม่รู้ว่าควรไปเที่ยวญี่ปุ่น เมืองไหนดี หรือยังไม่มีข้อมูลว่าประเทศญี่ปุ่นเมืองไหนน่าเที่ยว บทความนี้ขอแนะนำการไปทัวร์ญี่ปุ่น สงกรานต์ช่วงเวลาสุดพีกที่ประจวบเหมาะกับดอกซากุระบานสะพรั่งในหลายพื้นที่ โดยมี 20 เมืองที่น่าสนใจจากทุกภูมิภาคของญี่ปุ่น
ติดตามเรา
ติดต่อเรา
ญี่ปุ่นเมืองไหนน่าเที่ยว ในภูมิภาคคันโต
1. โตเกียว
โตเกียวเป็นมหานครไร้การหลับใหล หากถามว่าเที่ยวญี่ปุ่น เมืองไหนดี โตเกียวคือหนึ่งในตัวเลือกแรกอย่างแน่นอน สถานที่ซึ่งวัดโบราณผสานเข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว เมื่อไปทัวร์ญี่ปุ่น โตเกียว ต้องไม่พลาดการไปเยือนห้าแยกชิบุยะ แยกที่พลุกพล่านที่สุดในโลก สัญลักษณ์แห่งความมีชีวิตชีวาของโตเกียว จุดเด่นของเมืองคือมีแหล่งชอปปิงระดับโลกอย่างชิบุยะและกินซาสำหรับผู้ที่ชื่นชอบในการจับจ่ายซื้อของ หรือถ้าต้องการชอปสินค้าเทคโนโลยี แนะนำให้ไปเยือนย่านอะกิฮะบะระ หากชื่นชอบการเที่ยวชมวัฒนธรรม การเดินชมวัดเซ็นโซจิและศาลเจ้าเมจิก็เป็นกิจกรรมที่น่าสนใจ แม้ต้องการลิ้มลองอาหารสำหรับนักท่องเที่ยวสายกิน ตลาดปลาสึคิจิก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งซึ่งไม่ควรพลาด
การเดินทางภายในเมือง: โตเกียวเป็นเมืองที่มีระบบรถไฟครอบคลุมทั่วเมือง มีทั้งรถบัส และแท็กซี่ให้บริการ แต่ราคาค่าบริการของแท็กซี่สูงกว่ารถไฟประมาณ 10-20 เท่า อย่างไรก็ดี ย่านท่องเที่ยวในโตเกียวส่วนใหญ่อยู่ใกล้กัน สามารถใช้วิธีการเดินเท้าได้
2. โยโกฮามะ
แหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในโยโกฮามะคือไชนาทาวน์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น หากถามว่าญี่ปุ่นเมืองไหนน่าเที่ยวโดยเฉพาะสำหรับสายกิน หนึ่งในนั้นคือโยโกฮามะ มีอาหารนานาชาติหลากหลายชนิดให้ลิ้มลอง จากนั้นแนะนำให้ขึ้นกระเช้าลอยฟ้าซึ่งเชื่อมระหว่างสถานีซากุระกิโจและท่าเรือชินโคะเพื่อชมวิวอ่าวโยโกฮามะ หรือจะลองขึ้นชิงช้าสวรรค์ยักษ์ Cosmo Clock 21 ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองตั้งอยู่ในสวนสนุกคอสมอสเวิลด์เพื่อชมวิวพาโนรามาในยามค่ำคืน และอย่าลืมไปเยี่ยมพิพิธภัณฑ์บะหมี่ถ้วย (Cup Noodles Museum) และลองทำบะหมี่ถ้วยด้วยตัวเอง ถ้ายังไม่มีรู้ว่าประเทศญี่ปุ่นเมืองไหนน่าเที่ยว เมืองโยโกฮามะก็มีความน่าสนใจไม่น้อย
การเดินทางภายในเมือง: เมืองโยโกฮามะมีรถไฟเชื่อมต่อกับโตเกียวโดยใช้เวลาเดินทางเพียง 30 – 40 นาที นอกจากนั้นในเมืองยังมีรถบัสครอบคลุมสถานที่ท่องเที่ยวหลัก รวมถึงยังสามารถเดินทางและใช้จักรยานสัญจรได้
3. นิกโก
เมืองมรดกโลกที่ตั้งของศาลเจ้านิกโกโทโชกุ ศาลเจ้าซึ่งประดับประดาด้วยแผ่นทองคำเปลวและงานแกะสลักไม้อันวิจิตรตระการตาที่สุดในญี่ปุ่น เมืองนิกโกเหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบธรรมชาติและการผจญภัยเนื่องจากเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยภูเขา น้ำตก และทะเลสาบในอุทยานแห่งชาตินิกโก โดยปกติ ฤดูที่แนะนำให้ท่องเที่ยวจะเป็นฤดูใบไม้ร่วงเพื่อชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ทะเลสาบชูเซนจิ แต่ถ้าไปทัวร์ญี่ปุ่นช่วงฤดูใบไม้ผลิ สามารถเปลี่ยนแผนการท่องเที่ยวเป็นการล่องเรือชมวิวทะเลสาบ และไปชมน้ำตกเคงอนซึ่งเป็นหนึ่งในสามน้ำตกที่สวยที่สุดในญี่ปุ่นได้เช่นกัน
การเดินทางภายในเมือง: การเดินทางไปนิกโกใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงโดยการเดินทางด้วยรถไฟจากโตเกียว ในเมืองมีรถบัสท้องถิ่นเชื่อมต่อสถานที่ท่องเที่ยวหลัก เช่น ศาลเจ้า วัด น้ำตก และทะเลสาบ
4. คามาคุระ
สถานที่มีชื่อเสียงของคามาคุระ คือ วัดโคโตคุอิน (Kotoku-in Temple) เป็นวัดพุทธนิกายโจโด ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปกลางแจ้งขนาดใหญ่ พระพุทธรูปอมิตาภพุทธซึ่งเป็นพระพุทธรูปสำริดขนาดมหึมา สูงประมาณ 11.3 เมตร ถ้าไม่รู้ว่าควรไปเที่ยวญี่ปุ่น เมืองไหนดีขอแนะนำให้ไปเยือนชายหาดยูอิกาฮามะ (Yuigahama Beach) ชายหาดที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองคามาคุระ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากวัดโคโตคุอิน ยูอิกาฮามะยังเป็นจุดเล่นเซิร์ฟ กระดานโต้คลื่น และ SUP (Stand-up Paddleboarding) ที่มีชื่อเสียงอีกด้วย นอกจากนั้นคามาคุระยังเคยเป็นศูนย์กลางการปกครองของญี่ปุ่นในสมัยโชกุนมินาโมโตะ ถ้าชื่นชอบวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ คุณต้องไม่พลาดการไปเยือนเมืองนี้
การเดินทางภายในเมือง: จากโตเกียวเดินทางไปคามาคุระใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ภายในเมืองมีรถไฟเอโนะเด็งเชื่อมต่อสถานที่ท่องเที่ยวหลักตามแนวชายฝั่ง อย่างไรก็ดี สถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งใช้วิธีการเดินเท้าถึงกันได้
5. ฮาโกเนะ
ฮาโกเนะเป็นสถานที่แนะนำสำหรับผู้ที่ชื่นชอบแช่ออนเซ็นในเรียวกังหรือบ่อน้ำพุร้อนสาธารณะ และยังสามารถชมวิวภูเขาไฟฟูจิจากทะเลสาบอาชิโนะโคะ ล่องเรือโจรสลัดฮาโกเนะ (Hakone Sightseeing Cruise) เพื่อสัมผัสประสบการณ์ล่องเรือที่ออกแบบตามลักษณะเรือรบโบราณ โดยในช่วงต้นเดือนเมษายน จะมีการจัดงานเทศกาลพร้อมการประดับไฟยามค่ำคืน บริเวณต้นซากุระริมทางรถไฟและบางพื้นที่รอบทะเลสาบ ที่สำคัญฮาโกเนะยังมีพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งและแกลเลอรีศิลปะหลายแห่งให้เที่ยวชม
การเดินทางภายในเมือง: จากโตเกียวเดินทางด้วยรถไฟใช้เวลาประมาณ 1.5 ชั่วโมง ในเมืองมีการใช้งาน Hakone Free Pass ซึ่งเป็นบัตรเหมาจ่ายที่ครอบคลุมรถไฟ รถบัส กระเช้า และเรือซึ่งมีให้บริการอย่างครบครันในพื้นที่
ญี่ปุ่นเมืองไหนน่าเที่ยว ในภูมิภาคคันไซ
1. โอซากา
โอซากาได้ชื่อว่าเป็นครัวของญี่ปุ่น มีอาหารดังอย่างทาโกะยะกิ โอะโคะโนะมิยะกิ และคุชิคัตสึซึ่งเป็นที่รู้จักของคนญี่ปุ่น รอให้นักท่องเที่ยวไปลิ้มลอง โดยต้องไม่ลืมไปลองชิมอาหารสตรีตฟูดในย่านโดทงโบริ เมื่อไปทัวร์ญี่ปุ่น โอซากาขอแนะนำให้ไปเยือนสถานที่ขึ้นชื่ออีกแห่ง คือ ปราสาทโอซากา และย่านเมืองเก่า ทั้งนี้โอซากายังเป็นที่ตั้งของสวนสนุกระดับโลกอย่าง Universal Studios Japan และถ้าชื่นชอบการชอปปิงและแสงสียามค่ำคืน ก็ไม่ควรพลาดการไปเดินเที่ยวชินไซบาชิ ถ้าไม่รู้ว่าควรไปเที่ยวญี่ปุ่น เมืองไหนดีขอแนะนำโอซากาเลยเพราะเป็นเมืองที่มีครบทุกสไตล์
การเดินทางภายในเมือง: มีรถไฟครอบคลุมทั่วเมืองและเชื่อมต่อกับเกียวโต นารา และโกเบ ทำให้เดินทางได้สะดวก ในเมืองมีรถบัสให้บริการเช่นกัน แต่อาจไม่สะดวกรวดเร็วเท่ารถไฟ
2. เกียวโต
เกียวโตเป็นเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม หรือต้องการสัมผัสความเป็นญี่ปุ่นแท้ ๆ รวมถึงกำลังมองหาประสบการณ์เข้าร่วมพิธีชงชาแบบดั้งเดิม ไม่เว้นแม้แต่ผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพบรรยากาศเมืองโบราณและธรรมชาติอันงดงาม เมื่อไปเกียวโต จึงควรไปเยือนวัดคิโยมิซุเดระ (Kiyomizu-dera) วัดน้ำใสที่ตั้งอยู่บนเนินเขา โดยสามารถชมวิวเมืองแบบพาโนรามาได้จากระเบียงไม้ขนาดใหญ่ ตามด้วยการเดินลอดซุ้มประตูโทริอิสีแดงนับพันต้นที่ศาลเจ้าฟุชิมิอินาริ (Fushimi Inari Taisha) และควรไปเยือนอาราชิยามะ (Arashiyama) เพื่อชมป่าไผ่และสะพานโทเก็ตสึเคียวซึ่งเป็นสะพานไม้ประวัติศาสตร์ ทอดข้ามแม่น้ำโออิอันงดงาม
การเดินทางภายในเมือง: เกียวโตมีระบบขนส่งสาธารณะครอบคลุมการเดินทางทั้งเมือง ไม่ว่าจะเป็นรถไฟ รถบัส โดยมีรถไฟใต้ดิน 2 สายหลัก ได้แก่ สายคาราสุมะและสายโทไซ ครอบคลุมใจกลางเมือง
3. นารา
จุดเด่นของนารา คือ กวางแสนรู้นับพันตัวซึ่งอาศัยอยู่ตามธรรมชาติในสวนนารา พวกมันรอต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่ทั่วบริเวณ กิจกรรมหลักจึงเป็นการป้อนขนมเซมเบ้ให้กวางเหล่านี้ อย่างไรก็ดี กวางนารายังถือว่าเป็นสัตว์ป่า นักท่องเที่ยวจึงควรทำตามคำแนะนำของป้ายเตือนหรือเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด และเนื่องจากนาราเคยเป็นเมืองหลวงถาวรแห่งแรกของญี่ปุ่นเมื่อปี ค.ศ. 710 บรรยากาศในเมืองจึงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ สำหรับสถานที่แนะนำในการทัวร์ญี่ปุ่นคือ วัดโทไดจิ (Todai-ji) อาคารไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปไดบุตสึองค์มหึมา และศาลเจ้าคาสุกะ ไทชะ (Kasuga Taisha) ศาลเจ้าที่โดดเด่นด้วยตะเกียงหินและตะเกียงสัมฤทธิ์นับพันดวงท่ามกลางป่าอันร่มรื่น
การเดินทางภายในเมือง: เมื่อออกจากสถานีรถไฟคินเท็ตสึนารา (Kintetsu Nara) เดินเพียง 5-10 นาทีถึงสวนนารา และ 20 นาทีถึงวัดโทไดจิ และยังมีรถบัสวนรอบเมืองคอยให้บริการ รวมถึงมีให้บริการเช่าจักรยานสำหรับขี่ชมเมืองอีกด้วย
4. โกเบ
โกเบคือเมืองท่าสุดโรแมนติกที่ผสมผสานกลิ่นอายตะวันตกและตะวันออกได้อย่างลงตัว จึงมีสถาปัตยกรรมในบรรยากาศของเมืองท่าที่เคยเปิดรับการค้ากับต่างชาติให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชม ทั้งยังเหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบอาหารและอยากลิ้มลองเนื้อโกเบชื่อดังระดับโลก เมื่อไปทัวร์ญี่ปุ่นและเมืองโกเบจึงควรไปเยือนย่านคิตาโนะ (Kitano-cho) ซึ่งเป็นหมู่บ้านสไตล์ยุโรปโบราณที่ตั้งอยู่บนเนินเขา ที่นั่นคุณสามารถหามุมถ่ายรูปสุดคลาสสิกได้มากมาย ต่อด้วยการไปโกเบพอร์ตทาวเวอร์หรือหอคอยสีแดงทรงกลองญี่ปุ่น เพื่อชมวิวอ่าวโกเบและเทือกเขาร็อกโกะแบบ 360 องศา และต้องไม่ลืมชมวิวกลางคืนที่สวยติดอันดับ 1 ใน 3 ของญี่ปุ่นบนเขาร็อกโกะ
การเดินทางภายในเมือง: แนะนำให้ใช้บริการรถบัสท่องเที่ยว โดยแบ่งเป็น City Loop (บัสสีเขียว) ซึ่งวิ่งวนรอบย่านคิตาโนะ เมริเคนพาร์ก และย่านชอปปิงซันโนมิยะ และ Port Loop (บัสสีน้ำเงิน) ซึ่งวิ่งเลียบชายฝั่งเชื่อมต่อย่านฮาร์บอร์แลนด์ (Harborland) และพื้นที่ริมน้ำ
5. ฮิเมจิ
สถานที่ท่องเที่ยวเด่นในการทัวร์ญี่ปุ่นของเมืองฮิเมจิ คือ ปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle) ปราสาทที่มีกำแพงสีขาวและโครงสร้างสง่างาม จึงถูกเรียกอีกชื่อว่าปราสาทนกกระยางขาว เป็นมรดกโลกและสมบัติชาติที่มีความสมบูรณ์ที่สุดในญี่ปุ่น ห่างออกไปไม่ไกลเป็นสวนโคโคะเอ็น (Koko-en Garden) สวนย่อย 9 รูปแบบที่สะท้อนถึงยุคเอโดะ อาทิ สวนไผ่ สวนดอกไม้ตามฤดูกาล และสวนน้ำที่มีน้ำตกขนาดเล็ก ในเมืองยังมีวัดเอ็นเกียวจิ (Engyo-ji Temple) บนเขาโชชาซึ่งเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง The Last Samurai เมืองฮิเมจิจึงเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมสำหรับผู้ที่หลงใหลประวัติศาสตร์ซามูไร ถ้ายังไม่มีรู้ว่าประเทศญี่ปุ่นเมืองไหนน่าเที่ยว เมืองฮิเมจิก็มีความน่าสนใจไม่น้อย
การเดินทางภายในเมือง: มีรถบัสวนรอบปราสาทฮิเมจิ สวนโคโคะเอ็น และพิพิธภัณฑ์ศิลปะ รวมทั้งยังมีรถบัสซึ่งเดินทางไปเขาโชชาเช่นกัน แต่ทั้งนี้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญล้วนอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟ นอกจากนั้นยังมีบริการให้เช่าจักรยานเพื่อเที่ยวชมเมืองอีกด้วย
ญี่ปุ่นเมืองไหนน่าเที่ยว ในภูมิภาคชูบุ
1. คานาซาวะ
สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบบรรยากาศสงบ ไม่พลุกพล่าน และหลงใหลศิลปะ วัฒนธรรมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม งานคราฟต์อันละเอียดอ่อน ตลอดจนสนใจประวัติศาสตร์ซามูไร และไม่รู้ว่าควรไปเที่ยวญี่ปุ่น เมืองไหนดี ขอแนะนำให้ไปเยือนคานาซาวะดูสักครั้ง ในเมืองแห่งนี้มีสถานที่ให้เช่าชุดกิโมโนเพื่อเดินเล่นในย่านเมืองเก่า สัมผัสกับบรรยากาศย้อนยุค หลายพื้นที่ยังคงสภาพบ้านเรือนซามูไรสมัยเอโดะให้เห็นอย่างสมบูรณ์โดยเฉพาะเขตนากามาจิซามูไร นอกจากนั้นยังมีสวนเค็นโรคุเอ็นซึ่งเป็นสวนที่สวยที่สุดติดอันดับ 1 ใน 3 ของญี่ปุ่น และพิพิธภัณฑ์ศิลปะศตวรรษที่ 21 (21st Century Museum of Contemporary Art) ที่นำเสนอผลงานศิลปะสุดล้ำผ่านสถาปัตยกรรมทรงกลมกระจกใส
การเดินทางภายในเมือง: มีรถบัสวิ่งวนรอบสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ๆ โดยแบ่งเป็น 2 เส้นทาง ได้แก่ Right Loop (RL) ซึ่งวิ่งตามเข็มนาฬิกา (สีแดง) และ Left Loop (LL) ซึ่งวิ่งทวนเข็มนาฬิกา (สีเขียว) นอกจากนั้นมีรถบัสขนาดเล็กที่วิ่งเข้าไปตามถนนสายย่อยในเขตเมืองเก่า และแท็กซี่ซึ่งหาได้ง่ายรอบสถานีและจุดท่องเที่ยวสำคัญ
2. ทาคายามะ
ทาคายามะเป็นเมืองเล็กในจังหวัดกิฟุ รู้จักกันในนาม “ลิตเติลเกียวโต” ตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นเหนือ เป็นเมืองที่ยังคงรักษากลิ่นอายของญี่ปุ่นโบราณไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ จึงเหมาะกับการเดินเล่นชมเมืองเพื่อถ่ายภาพ อาทิ เขตเมืองเก่าซันมาจิซูจิที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมไม้สมัยเอโดะ ร้านค้าโบราณ และโรงสาเก ทั้งยังมีทาคายาม่า จินยะ (Takayama Jinya) หรืออดีตที่ทำการรัฐบาลสมัยโชกุนเพียงแห่งเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ อีกสถานที่หนึ่ง คือ หมู่บ้านพื้นเมืองฮิดะ (Hida Folk Village) พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่รวบรวมบ้านเรือนชาวนาแบบกัสโช และจำลองวิถีชีวิตชาวนาในอดีต สำหรับสายกิน ที่นี่ก็มีเนื้อฮิดะ (Hida Beef) เนื้อวัววากิวคุณภาพสูงซึ่งมีชื่อเสียงระดับโลกในด้านความนุ่มละมุนและลายไขมันที่สวยงาม
การเดินทางภายในเมือง: สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่อยู่ใกล้กันมากจึงสามารถเดินเที่ยวชมได้ แต่เมืองมีให้บริการรถสามล้อลาก (Jinrikisha) สำหรับผู้ที่ต้องการบรรยากาศย้อนยุค และมีรถบัส 2 สาย ได้แก่ สายมิจินะมิ (Machinami Bus) รถบัสสีน้ำตาลซึ่งวิ่งวนรอบเขตเมืองเก่าและย่านประวัติศาสตร์ และซารุโบะโบะ (Sarubobo Bus) สำหรับการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวที่ไกลออกไป
3. โทยามะ
โทยามะเป็นเมืองที่เหมาะกับนักท่องเที่ยวผู้ต้องการสัมผัสทั้งความงามของเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นเหนือและบรรยากาศเมืองปราสาทที่สงบ เนื่องจากเป็นเมืองหน้าด่านสู่เทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น ทั้งยังมีอ่าวโทยามะ (Toyama Bay) ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในอ่าวที่สวยที่สุดในโลกจาก The Most Beautiful Bays in the World Club มิหนำซ้ำยังเป็นอ่าวที่มีความลึกถึง 1,200 เมตร จึงเป็นแหล่งรวมอาหารทะเลอันอุดมสมบูรณ์และหาทานได้ยากอย่างกุ้งขาว (Shiroebi) และปลาหมึกหิ่งห้อย (Hotaru Ika) ที่มีอวัยวะเรืองแสงสีน้ำเงินตามตัว โดยจะพบได้ในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นพฤษภาคม และจากชายฝั่งอามาฮาราชิ (Amaharashi Coast) ยังเป็นจุดชมวิวริมทะเลเพียงไม่กี่แห่งในโลกที่สามารถมองเห็นเทือกเขาสูงกว่า 3,000 เมตรเป็นฉากหลังได้อย่างน่าอัศจรรย์ นอกจากนั้นยังมีพิพิธภัณฑ์ศิลปะแก้วโทยามะ (Toyama Glass Art Museum) สถานที่ซึ่งโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมและงานศิลป์ร่วมสมัย
การเดินทางภายในเมือง: หัวใจหลักในการเดินทางของเมืองโทยามะ คือ รถรางไฟฟ้า (Toyama City Tram/Portram) ซึ่งมีทั้งหมด 6 เส้นทาง เชื่อมต่อระหว่างสถานีโทยามะไปยังจุดสำคัญต่าง ๆ โดยมีบัตรเหมาวัน (Tram & Bus One-Day Pass) ให้ใช้งานสำหรับขึ้นรถรางได้ทุกสายและรถบัสในเขตที่กำหนดได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งภายใน 1 วัน เหมาะสำหรับผู้ที่วางแผนเดินทางมากกว่า 3 เที่ยวขึ้นไป
4. มัตสึโมโตะ
เมืองมัตสึโมโตะเป็นบ้านเกิดของยาโยอิ คุซามะ (Yayoi Kusama) หรือที่รู้จักกันทั่วโลกในนาม “คุณป้าลายจุด” ศิลปินร่วมสมัยผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของโลก ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมืองมัตสึโมโตะ (Matsumoto City Museum of Art) นักท่องเที่ยวจะได้พบแลนด์มาร์กหลักของแฟนคลับยาโยอิ อันประกอบด้วยประติมากรรมดอกไม้ขนาดยักษ์ (Flowers that Bloom at Midnight) และตู้กดน้ำ รวมถึงถังขยะในพิพิธภัณฑ์ซึ่งล้วนเป็นลายจุดสีแดงทั้งหมด และมีสถานที่สำคัญอื่น ๆ ในเมือง ได้แก่ ปราสาทมัตสึโมโตะ (Matsumoto Castle) หรือปราสาทอีกาที่ตัวปราสาทมีสีดำสนิท ถนนนากามาจิ (Nakamachi Street) เส้นทางซึ่งมีอาคารโกดังผนังสีขาวดำแบบโบราณเรียงรายตลอดแนว และคามิโคจิ (Kamikochi) พื้นที่ราบสูงซึ่งล้อมรอบด้วยเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น จึงได้รับการขนานนามว่าเป็น “บ้านของเทพเจ้า” สถานที่ท่องเที่ยวในโปรแกรมทัวร์ญี่ปุ่นซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักเดินทางสายธรรมชาติที่ต้องการสัมผัสความงามของขุนเขาและสายน้ำที่บริสุทธิ์ ถ้ายังไม่มีรู้ว่าประเทศญี่ปุ่นเมืองไหนน่าเที่ยว เมืองมัตสึโมโตะก็มีความน่าสนใจไม่น้อย
การเดินทางภายในเมือง: ที่ได้รับความนิยมที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยวคือรถบัสวนรอบเมือง ซึ่งมี 4 เส้นทาง ประกอบด้วยเหนือ ใต้ ตะวันออก และตะวันตก นอกจากนั้นเมืองมัตสึโมโตะมีบริการจักรยานเช่าฟรีและแบบเสียเงินในบางจุด เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน และรถไฟสาย Alpico (สายคามิโคจิ) เดินทางออกไปยังนอกเมืองหรือเชื่อมต่อไปยังคามิโคจิ
5. นาโงยะ
เมืองใหญ่ในภูมิภาคชูบุซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่ยังคงมีร่องรอยความรุ่งเรืองสมัยปราสาทซามูไร ที่เมืองนาโงยะมีพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยีโตโยต้า ซึ่งจัดแสดงในโรงงานเก่าแก่สมัยยุค 1910 แบ่งเป็นโซนเครื่องทอผ้าซึ่งเป็นจุดกำเนิดของบริษัท และโซนยานยนต์ โดยมีการสาธิตเครื่องจักรจริงและหุ่นยนต์พ่นสีให้ได้รับชม และยังมีจิบลิพาร์ก (Ghibli Park) สวนสนุกธีมสตูดิโอจิบลิที่เนรมิตโลกแห่งจินตนาการออกมาได้เสมือนจริง อีกสถานที่สำคัญ คือ ปราสาทนาโงยะที่มีหลังคาประดับชะจิโฮโกะทองคำอันเป็นสัญลักษณ์ของเมือง สำหรับสายกิน ข้าวหน้าปลาไหลฮิตสึมาบุชิสไตล์นาโกย่าก็นับว่าเป็นอาหารที่ห้ามพลาด ถ้ายังไม่มีรู้ว่าประเทศญี่ปุ่นเมืองไหนน่าเที่ยว เมืองนาโงยะก็มีความน่าสนใจไม่น้อย
การเดินทางภายในเมือง: เมืองนาโงยะมีบริการขนส่งสาธารณะทั้งรถไฟใต้ดิน รถบัสท่องเที่ยว และรถไฟลอยฟ้า Linimo ซึ่งเป็นรถไฟแม่เหล็ก (Maglev) ไร้คนขับสายเดียวในญี่ปุ่น ใช้สำหรับเดินทางไปยัง Ghibli Park และ พิพิธภัณฑ์รถยนต์โตโยต้า
ญี่ปุ่นเมืองไหนน่าเที่ยว ในภูมิภาคฮอกไกโด
1. นิเซโกะ
ถ้าคุณมีแผนการทัวร์ฮอกไกโด ส่วนตัว นิเซโกะเป็นเมืองหนึ่งที่ไม่ควรพลาด จุดเด่นของเมืองคือหิมะคุณภาพสูงที่เรียกว่า “Powder Snow” ซึ่งดึงดูดนักสกีและสโนว์บอร์ดจากทั่วโลก กิจกรรมที่แนะนำ ได้แก่ การเล่นสกีและสโนว์บอร์ดบนเส้นทางหลากหลายระดับ นิเซโกะประกอบด้วย 4 รีสอร์ตหลักซึ่งเชื่อมต่อกันบนภูเขาอันนูปูริ (Mount Annupuri) ภายใต้ชื่อ Niseko United ได้แก่ Grand Hirafu, Hanazono, Niseko Village และ Annupuri ซึ่งสามารถใช้ตั๋วลิฟต์ใบเดียวเล่นได้ทุกพื้นที่ ในฤดูร้อนนิเซโกะยังเป็นศูนย์กลางกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น การล่องแก่ง (Rafting) ปั่นจักรยานเสือภูเขา ตีกอล์ฟ และการเดินป่า และที่ขาดไม่ได้ คือ การแช่ออนเซ็นเพื่อผ่อนคลายหลังจากกิจกรรมกลางแจ้ง และการลิ้มรสอาหารท้องถิ่นที่มีทั้งอาหารญี่ปุ่นและนานาชาติ
การเดินทางภายในเมือง: วิธีการเดินทางหลักและสะดวกที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยว คือการนั่งรถบัสระหว่างรีสอร์ต นอกจากนั้นยังมีรถแท็กซี่ให้บริการซึ่งเหมาะสำหรับการเดินทางแบบส่วนตัวหรือในช่วงเวลาที่รถบัสหยุดวิ่ง มีบริการให้เช่ารถ รวมถึงบริการขนส่งสาธารณะอย่างรถไฟเพื่อเดินทางระหว่างเมือง
2. ซัปโปโร
เมืองเอกของจังหวัดฮอกไกโด ซึ่งผสมผสานระหว่างความทันสมัยกับเสน่ห์แบบฮอกไกโด เมืองซัปโปโรเต็มไปด้วยแหล่งบันเทิง และขึ้นชื่อเรื่องอาหารท้องถิ่นอย่างซัปโปโรราเม็งรสเข้มข้น การลิ้มรสเจงกิสข่าน (เนื้อย่าง) ทั้งนี้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเบียร์ ไม่ควรพลาดการไปเยือนพิพิธภัณฑ์เบียร์ซัปโปโร (Sapporo Beer Museum) ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวกว่า 150 ปีของการผลิตเบียร์ ตั้งแต่ยุคบุกเบิกปี ค.ศ. 1876 จนถึงปัจจุบัน และยังเปิดให้ชิมเบียร์ซัปโปโรสด ๆ รสชาติต้นตำรับแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากเทศกาลหิมะซัปโปโรซึ่งโด่งดังรู้จักกันทั่วโลก เมลอนสีส้มรสชาติหวานฉ่ำในช่วงฤดูร้อนก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ที่สำคัญยังเป็นฤดูกาลสำหรับหอยเม่น (Uni) และปูขนที่สดอร่อยเป็นพิเศษอีกด้วย
การเดินทางภายในเมือง: ซัปโปโรมีรถรางให้บริการโดยวิ่งเป็นวงกลมในย่านใจกลางเมืองฝั่งตะวันตกและย่านซูซูกิโนะ (Susukino) และทางเดินใต้ดิน (Chi-Ka-Ho) ที่เชื่อมระหว่างสถานีซัปโปโร – โอะโดะริ – ซูซูกิโนะ ซึ่งยาวกว่า 1.9 กม. ช่วยให้เดินเที่ยวได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องหิมะหรืออากาศหนาว
3. อาซาฮิกาวะ
ถ้าต้องการชมขบวนพาเหรดเพนกวิน และไม่รู้ว่าควรไปเที่ยวญี่ปุ่น เมืองไหนดี ขอแนะนำให้ไปเยือนสวนสัตว์อาซาฮิยามะ (Asahiyama Zoo) ในเมืองอาซาฮิกาวะ โดยสวนสัตว์แห่งนี้มีการออกแบบส่วนจัดแสดงให้สัตว์ได้แสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติอย่างอิสระ อย่างขบวนพาเหรดเพนกวินก็มีให้ชมตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม-มีนาคมของทุกปี และยังมีกิจกรรมอื่น ๆ เช่น โดมแมวน้ำ บ้านหมีขั้วโลก อาซาฮิกาวะยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ศิลปะหิมะ (Snow Crystal Museum) ที่มีความงดงามราวกับหลุดออกมาจากเทพนิยาย Frozen ด้วยสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเกล็ดหิมะอันวิจิตรบรรจง และถ้าคุณหิว หมู่บ้านราเม็งอาซาฮิกาวะ (Asahikawa Ramen Village) ซึ่งเป็นแหล่งรวมร้านราเม็งชื่อดังระดับตำนาน ก็น่าจะทำให้คุณพึงพอใจได้มากทีเดียว
การเดินทางภายในเมือง: ในอาซาฮิกาวะ รถบัสประจำทางถือเป็นหัวใจสำคัญของการเดินทาง โดยมีผู้ให้บริการหลักคือ อาซาฮิกาวะ เด็งคิ คิโดะ (Asahikawa Denki Kido) และ โดะโฮะคุ บัส (Dohoku Bus) นอกจากนั้นจะเป็นรถแท็กซี่และรถเช่า
4. ฟุราโนะ
สถานที่ขึ้นชื่อของฟุราโนะคือทุ่งลาเวนเดอร์และดอกไม้หลากสีที่บานสะพรั่งในฤดูร้อนที่ฟาร์มโทมิตะ ทั้งยังมีนิงเกิลเทอเรส (Ningle Terrace) หมู่บ้านไม้ในเทพนิยายที่ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าสนในบรรยากาศโรแมนติก และเต็มไปด้วยร้านงานฝีมือ นอกจากนั้นเมืองยังมีชื่อเสียงด้านไวน์และชีสที่ผลิตในท้องถิ่น ซึ่งที่ฟุราโนะชีสแฟกทอรี (Furano Cheese Factory) เป็นแหล่งเรียนรู้กระบวนการผลิตชีสและไอศกรีมสดใหม่ที่มอบประสบการณ์แสนอร่อยและสนุกสนานให้กับผู้มาเยือน รับรองว่าการไปเยือนฟุราโนะในทัวร์ญี่ปุ่น สงกรานต์ ต้องทำให้คุณประทับใจไม่รู้ลืม
การเดินทางภายในเมือง: การไปเยือนฟุราโนะ เรียกได้ว่าเป็นการทัวร์ฮอกไกโด ส่วนตัวอย่างแท้จริง ที่เมืองนี้การเช่ารถขับถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด เนื่องจากสถานที่ท่องเที่ยวแต่ละแห่งตั้งอยู่ห่างกันและกระจายอยู่ตามเนินเขา แต่ถ้าไปช่วงเดือนมิถุนายน-ตุลาคม จะมีรถไฟสายพิเศษ Furano Biei Norokko Train ซึ่งเป็นรถไฟดิไซน์ย้อนยุค หน้าต่างกว้างหรือเปิดโล่งแล่นช้า ๆ ผ่านทิวทัศน์ที่สวยงามเพื่อให้ผู้โดยสารได้ชมวิว
5. โอตารุ
โอตารุตั้งอยู่ริมทะเลทางตะวันตกของฮอกไกโด เมืองท่าประวัติศาสตร์สุดคลาสสิกที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมเก่าแก่ เหมาะสำหรับผู้ที่หลงใหลในงานคราฟต์หรืองานศิลปะแก้ว ที่เมืองนี้คุณสามารถเข้าร่วมเวิร์กชอปทำกล่องดนตรีหรือเป่าแก้วแฮนด์เมดเพื่อสร้างงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แม้แต่ถนนซากามาจิ (Sakaimachi Street) ซึ่งเป็นถนนสายชอปปิงยังเต็มไปด้วยสตูดิโอเครื่องแก้วอันเลื่องชื่อและร้านขนมชื่อดัง นอกจากนั้นโอตารุเป็นที่ตั้งพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี (Otaru Music Box Museum) ซึ่งเป็นอาคารเก่าแก่ที่รวบรวมกล่องดนตรีนับหมื่นชิ้นกับนาฬิกาไอน้ำโบราณมาจัดแสดง
การเดินทางภายในเมือง: ในการไปเยือนโอตารุแนะนำให้คุณเที่ยวชมเมืองด้วยการเดินเท้า เนื่องจากสถานที่ท่องเที่ยวอยู่ใกล้กันมาก อย่างไรก็ดีในเมืองยังคงมีระบบขนส่งสาธารณะอย่างรถบัส รถไฟ และแท็กซี่ไว้ให้บริการ
การไปทัวร์ญี่ปุ่นมักจะมอบความรู้สึกประทับใจให้แก่ผู้มาเยือนได้ในทุกฤดูกาล ซึ่งความงดงามและความหลากหลายของแดนอาทิตย์อุทัยพร้อมต้อนรับนักเดินทางทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยสีสันอย่างโตเกียวหรือโอซากา บรรยากาศธรรมชาติอันบริสุทธิ์ของฮอกไกโด ทุกแห่งล้วนมีเสน่ห์เฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป การไปทัวร์ญี่ปุ่น สงกรานต์จึงไม่ใช่เพียงการพักผ่อน แต่ยังเป็นการเปิดมุมมองใหม่ ๆ เพื่อสัมผัสวัฒนธรรมหลากหลาย และเติมเต็มความทรงจำอันอบอุ่น
