เทศกาลดอกไม้ไฟ ญี่ปุ่น

เจาะลึกเทศกาลดอกไม้ไฟ ญี่ปุ่น รวมเรื่องน่ารู้ พร้อมพิกัดเด็ด 3 เมืองดัง

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมคนญี่ปุ่นถึงยอมไปยืนเบียดเสียดท่ามกลางอากาศร้อนระอุ เพียงเพื่อรอชมโชว์บนท้องฟ้าแค่ไม่กี่ชั่วโมง? นั่นก็เพราะ “ฮานาบิ” หรือเทศกาลดอกไม้ไฟญี่ปุ่น มันมีเสน่ห์มากกว่าแค่ความสวยงาม แต่มันคือวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมานานจนกลายเป็นจิตวิญญาณของหน้าร้อนไปแล้ว หากคุณมีแพลนจะจองทัวร์ญี่ปุ่นเพื่อสัมผัสบรรยากาศนี้ด้วยตัวเอง บอกเลยว่าของจริงมันทัชใจกว่าในรูปเยอะมาก และหากคุณไม่อยากพลาดพิกัดดูพลุที่เด็ดที่สุดทั้ง 9 แห่งจาก 3 เมืองใหญ่ รับรองว่าบทความนี้ตอบโจทย์คุณแน่นอน

ติดตามเรา

ติดต่อเรา

ประวัติความเป็นมาของเทศกาลดอกไม้ไฟ ญี่ปุ่น

หากจะเล่าย้อนไปถึงรากเหง้าจริงๆ “ฮานาบิ” หรือเทศกาลดอกไม้ไฟ ญี่ปุ่นในยุคแรกเริ่มไม่ได้จัดเพื่อความบันเทิงแบบที่เราเห็นกันทุกวันนี้ แต่มันเกิดขึ้นจากความเชื่อเรื่องการปัดเป่าโชคร้ายและวิญญาณร้ายที่มาพร้อมกับโรคระบาดในช่วงปี 1733 โดยเฉพาะงานริมแม่น้ำซุมิดะที่เป็นจุดเริ่มต้นของการจุดพลุเพื่อปลอบประโลมดวงวิญญาณผู้ล่วงลับ จนกลายเป็นธรรมเนียมที่สืบทอดต่อกันมาว่าหน้าร้อนคือช่วงเวลาแห่งการรำลึกถึงบรรพบุรุษและการเริ่มต้นใหม่ การไปยืนเบียดเสียดท่ามกลางอากาศร้อนเพื่อดูพลุสักลูก จึงไม่ใช่แค่การไปดูแสงสีที่ระเบิดแล้วหายไป แต่มันคือการได้สัมผัสถึงจิตวิญญาณและความเคารพในธรรมชาติที่คนญี่ปุ่นส่งต่อกันมาหลายร้อยปี เป็นเสน่ห์ดั้งเดิมที่หาดูไม่ได้จากที่ไหนในโลกนอกจากญี่ปุ่นเท่านั้น

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของเทศกาลดอกไม้ไฟ ญี่ปุ่น

  • คำว่า Hanabi (花火) มาจากคำว่า Hana (ดอกไม้) และ Hi (ไฟ) สื่อถึงศิลปะการทำพลุของญี่ปุ่นที่เน้นให้รูปร่างตอนระเบิดออกมาดูคล้ายดอกไม้เบ่งบานมากที่สุด
  • เวลาดูพลุเราอาจได้ยินคนญี่ปุ่นตะโกนชื่อ “คากิยะ” และ “ทามะยะ” นั่นเป็นชื่อของ 2 ตระกูลช่างทำพลุผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยเอโดะที่แข่งกันทำพลุประชันความสวยงาม จนกลายเป็นธรรมเนียมการเชียร์พลุมาจนถึงปัจจุบัน
  • พลุญี่ปุ่นมีลักษณะกลมที่สุดในโลก ต่างจากพลุฝั่งตะวันตกที่เป็นรูปทรงกระบอก พลุญี่ปุ่นนิยมทำเป็นทรงกลมเพื่อให้เวลาเซตตัวระเบิดออกมาเป็นวงกลมสมมาตรสวยงาม ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนของเมืองก็เห็นเป็นรูปทรงเดียวกัน
  • ช่างทำพลุญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับเสียงระเบิดมาก บางลูกถูกออกแบบให้มีเสียงหวีดหวิวก่อนระเบิด หรือมีเสียงแตกกระจายเหมือนเสียงนกร้อง เพื่อเพิ่มอรรถรสในการชม
  • แม้จะไม่มีกฎบังคับ แต่การใส่ชุดยูคาตะไปดูพลุถือเป็นวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึก เนื่องจากชุดผ้าฝ้ายมีน้ำหนักเบา จึงช่วยระบายอากาศได้ดีในหน้าร้อน อีกทั้งทำให้ภาพการชมพลุดูมีเสน่ห์แบบย้อนยุคสุดๆ อีกด้วย
  • พลุที่ใหญ่ที่สุดในโลกบางลูกอย่าง Yonshakudama มีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 120 เซนติเมตร และหนักเกือบ 420 กิโลกรัม เมื่อยิงขึ้นฟ้าจะบานกว้างได้ครอบคลุมพื้นที่เกือบ 800 เมตรเลยทีเดียว
  • ไม่ต้องแปลกใจเลย หากพบคนญี่ปุ่นพกแป้งเย็นหรือพัดติดตัวไปเยอะๆ เพราะการไปนั่งจองที่ท่ามกลางฝูงชนนับแสนคนในหน้าร้อนของญี่ปุ่นเป็นอะไรที่ทรหดมาก แต่ก็เพื่อการได้นั่งดูพลุที่เบ่งบานบนท้องฟ้า นับว่าเป็นอะไรที่คุ้มค่ามากๆ

ทำความรู้จักชนิดของดอกไม้ไฟญี่ปุ่น ศิลปะที่มากกว่าแค่แสงสี

การแยกออกว่าดอกไม้ไฟที่กำลังเบ่งบานอยู่นั้นเรียกว่าอะไร ช่วยให้คุณรู้สึกกับการดูพลุมากยิ่งขึ้น นั่นก็เพราะช่างทำพลุชาวญี่ปุ่นจะพิถีพิถันในการปั้นลูกพลุแต่ละลูกให้มีคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกันออกไป และนี่คือพลุยอดฮิตทั้ง 3 ชนิดที่คุณจะได้เห็นบ่อยที่สุดในเทศกาลนี้

1. คิคุ (ดอกเบญจมาศเหล็ก)

เป็นพลุทรงกลมมาตรฐานของญี่ปุ่น ลักษณะเด่นของพลุชนิดนี้คือเมื่อระเบิดออกมาแล้ว แสงไฟจะลากเป็นเส้นยาวออกไปจากจุดศูนย์กลางเหมือนกลีบของดอกเบญจมาศและความว้าวของมันอยู่ที่ตอนท้ายของเส้นแสงที่จะเปลี่ยนสีก่อนจะจางหายไป เป็นทรงพลุที่ดูเรียบง่ายแต่ทรงพลังที่สุดเลยก็ว่าได้

2. โบตั๋น

แม้ว่ามองเผินๆ อาจคล้ายกับคิคุ แต่พลุชนิดนี้มีจุดต่างตรงที่กลีบดอกไม้จะไม่มีหางไฟ จึงดูละมุนกว่า พลุโบตั๋นจะระเบิดออกมาเป็นจุดสีที่สว่างจ้าทันทีโดยไม่มีเส้นลากยาวออกมา ดูเหมือนดอกโบตั๋นดอกใหญ่ที่บานสะพรั่งเต็มท้องฟ้า ให้ความรู้สึกสะอาดตาและอ่อนช้อยกว่าพลุแบบอื่น

3. ยานางิ (ต้นหลิว)

หากคุณเห็นพลุที่ระเบิดแล้วค่อยๆ ไหลย้อยลงมาเป็นทางยาวจนเกือบถึงผิวน้ำ นั่นคือพลุยานางิ หรือพลุต้นหลิว สำหรับเสน่ห์ของมันจะอยู่ที่ความช้าและเนิบนาบ แสงไฟสีทองหรือเงินจะค่อยๆ ทิ้งตัวลงมาเหมือนกิ่งของต้นหลิวที่ล้อไปกับลม เป็นพลุที่สร้างบรรยากาศโรแมนติกและมักใช้ในช่วงปิดจบของแต่ละโชว์เพื่อสร้างความตราตรึงใจให้กับผู้ชม

เทศกาลดอกไม้ไฟญี่ปุ่น จัดที่ไหนบ้าง

หากคุณกำลังวางแผนเดินทางกับทัวร์โตเกียว เพื่อชมเทศกาลดอกไม้ไฟตามจุดชมพลุที่ยิ่งใหญ่ระดับตำนาน ต้องไม่พลาดแลนด์มาร์คหลักใน 3 เมืองใหญ่ที่คึกคักที่สุดเหล่านี้ รับรองว่าประสบการณ์เดินชมเทศกาลดอกไม้ไฟญี่ปุ่นของคุณจะตราตรึงใจไปอีกนานแน่นอน

1. โตเกียว (Tokyo)

มหานครแห่งนี้คือจุดบรรจบของความทันสมัยและประเพณีดั้งเดิมอย่างแท้จริง การดูดอกไม้ไฟในโตเกียวจะมีเสน่ห์ตรงที่ภาพพลุลูกใหญ่เบ่งบานอยู่เหนือตึกระฟ้าและแลนด์มาร์คระดับโลก แสงสีจากท้องฟ้าที่สะท้อนกับกระจกอาคารสูงทำให้เมืองทั้งเมืองดูเหมือนมีชีวิต ใครที่ชอบบรรยากาศคึกคักแบบ City Vibes มีของกินจากร้านสะดวกซื้อและร้านอาหารชื่อดังให้เลือกเพลินๆ ระหว่างรอชมพลุ โตเกียวคือคำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุด ส่วนสถานที่จัดงานที่น่าสนใจได้แก่

  • Sumidagawa Fireworks Festival (ริมแม่น้ำซุมิดะ): นี่คือตำนานบทแรกของเทศกาลดอกไม้ไฟที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น เริ่มต้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1733 ไฮไลท์ของที่นี่คือการจุดพลุกว่า 20,000 นัดจากเรือที่ลอยอยู่กลางแม่น้ำ โดยมีฉากหลังเป็น Tokyo Skytree ที่ประดับประดาไปด้วยไฟสวยงามมากมาย ส่วนบรรยากาศที่นี่คึกคักไปด้วยผู้คนนับล้านต่างมาจับจองพื้นที่ริมแม่น้ำตั้งแต่วันก่อนหน้า ใครที่อยากเห็นภาพพลุลูกใหญ่ระเบิดเหนือตึกระฟ้าใจกลางเมืองหลวง ต้องมาที่นี่เท่านั้น
  • Edogawa Fireworks Festival (เขตเอโดงาวะ): หากคุณชอบความเร้าใจ ต้องไม่พลาดงานนี้เลย เพราะที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องการเปิดตัวที่ตระการตาที่สุด เพราะจะมีการจุดพลุรัวถึง 1,000 นัด ภายในเวลาเพียง 5 วินาทีแรก เพื่อสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วพื้นที่ริมน้ำเอโดงาวะ ดอกไม้ไฟที่นี่จะออกแบบตามธีมสีและจังหวะดนตรีที่ล้ำสมัย
  • Katsushika Noryo Fireworks (ย่านชิบามาตะ): ถ้าคุณอยากหนีความวุ่นวายของใจกลางเมืองมาสัมผัสกลิ่นอายย้อนยุคแบบ Shitamachi (ย่านเมืองเก่า) งานพลุที่เขตคัตสึชิกะคือคำตอบที่คุณตามหา จุดเด่นของที่นี่คือตำแหน่งจุดพลุอยู่ใกล้กับที่นั่งชมมาก คุณจึงได้ยินเสียงระเบิดที่ดังก้องกังวานและเห็นประกายไฟร่วงหล่นลงมาแบบแทบจะถึงตัว บรรยากาศรอบๆ งานเต็มไปด้วยร้านขายของกินเล่นแบบโบราณ ให้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในหนังญี่ปุ่นเลย

2. โอซากา (Osaka)

สำหรับใครที่อยากสัมผัสจิตวิญญาณแห่งความสนุกสนาน เป็นกันเอง ต้องยกให้โอซากาเลย เพราะเมืองนี้ขึ้นชื่อเรื่องความใจใหญ่และการเฉลิมฉลองที่เต็มไปด้วยสีสัน เทศกาลดอกไม้ไฟที่นี่มาพร้อมกับกลิ่นอายของงานวัดญี่ปุ่นที่ครึกครื้น เสียงหัวเราะ และขบวนแห่ทางวัฒนธรรมที่ดูขลังแต่แฝงด้วยความรื่นเริง ท่ามกลางบรรยากาศริมน้ำที่ลมพัดเย็นสบาย โอซากาจะทำให้คุณรู้สึกว่าการดูพลุคือปาร์ตี้ครั้งใหญ่ที่ทุกคนในเมืองมารวมตัวกัน สำหรับสถานที่ที่น่าสนใจมีดังนี้

  • Tenjin Matsuri Fireworks (ศาลเจ้าเท็นมังงุ): ดอกไม้ไฟที่นี่ไม่ใช่แค่การแสดงโชว์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของพิธีศักดิ์สิทธิ์ที่สืบทอดกันมาพันกว่าปี ความพิเศษคือการจุดพลุเฉลิมฉลองควบคู่ไปกับการแห่ขบวนเรือกว่า 100 ลำในแม่น้ำโอกาวะ ภาพสะท้อนของแสงพลุบนผิวน้ำที่เต็มไปด้วยเรือประดับโคมไฟสีแดงส้ม คือภาพจำที่สวยงามที่สุดของฤดูร้อนในคันไซ ใครสายวัฒนธรรมและอยากขอพรไปพร้อมกับดูพลุ ต้องมาที่นี่ให้ได้
  • Naniwa Yodogawa Fireworks (ริมแม่น้ำโยโดงาวะ): นี่ถือเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีของชาวโอซากาเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมือง จุดเด่นคือพลุขนาดมหึมาที่ถูกส่งขึ้นไปสว่างไสวเหนือเส้นขอบฟ้าที่มีตึกสูงของย่าน Umeda เป็นฉากหลัง พลุที่นี่เน้นความใหญ่ ยักษ์ เยอะ ตามสไตล์คนโอซากาที่ใจใหญ่ บรรยากาศริมตลิ่งจะเต็มไปด้วยเสียงเชียร์และการสังสรรค์ที่สนุกสนานกว่าเมืองไหนๆ
  • Senshu Beach Fireworks (หาดทารุอิ): เปลี่ยนบรรยากาศจากริมแม่น้ำมาเป็นริมทะเลกันบ้าง งานนี้จัดขึ้นที่ชายหาดทางตอนใต้ของโอซากา ความฟินคือการได้นั่งบนผืนทรายรับลมทะเลเย็นๆ พร้อมชมพลุที่จุดขึ้นจากทะเลโดยไม่มีตึกใดๆ มาบดบังสายตา มีการแสดงพลุประกอบดนตรีสดที่ทันสมัย เป็นงานที่เหมาะมากสำหรับคู่รักที่ต้องการความโรแมนติกแบบส่วนตัวขึ้นมาหน่อย

3. ฮอกไกโด (Hokkaido)

หากใครอยากหนีความร้อน แนะนำให้ขึ้นมาฮอกไกโดที่มีฉากหลังเป็นธรรมชาติอันงดงาม แม้ว่าคนส่วนใหญ่อาจจะนึกถึงการจองทัวร์ญี่ปุ่น ปีใหม่เพื่อไปเล่นหิมะ แต่ดอกไม้ไฟในหน้าร้อนของที่นี่ก็สวยงามไม่แพ้กัน เพราะดอกไม้ไฟของที่นี่มีฉากหลังเป็นธรรมชาติที่งดงาม ทั้งทะเลสาบอันนิ่งสงบ พื้นที่กว้างสุดลูกหูลูกตา หรืออ่าวริมทะเลที่อากาศเย็นสบายตลอดคืน ความพิเศษคือพลุที่นี่จะเน้นความอลังการของแสงสีที่สะท้อนกับผิวน้ำนิ่งๆ ให้ความรู้สึกโรแมนติกและสงบกว่าที่อื่น เหมาะสำหรับคนที่อยากเสพงานศิลป์บนท้องฟ้าท่ามกลางบรรยากาศพักผ่อนอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็น

  • Toyako Onsen Long Run Fireworks (ทะเลสาบโทยะ): ลืมงานพลุที่จัดแค่คืนเดียวไปได้เลย เพราะที่ทะเลสาบโทยะเขามีเทศกาล Long Run ที่จุดพลุต่อเนื่องกันทุกคืนนานถึง 6 เดือน (เมษายน-ตุลาคม) ไฮไลท์คือการนั่งแช่บ่อน้ำพุร้อนกลางแจ้งแล้วมองดูพลุที่จุดจากเรือที่ค่อยๆ แล่นไปรอบทะเลสาบ เป็นประสบการณ์การพักผ่อนระดับพรีเมียมที่หาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้วในญี่ปุ่น
  • Kachimai Fireworks (เมืองโอบิฮิโระ): นี่คือหนึ่งในงานดอกไม้ไฟที่ติดอันดับต้องดูให้ได้ก่อนตายของญี่ปุ่น ความอลังการอยู่ที่การนำระบบคอมพิวเตอร์มาควบคุมจังหวะการจุดพลุให้เข้ากับดนตรี แสง สี และเลเซอร์แบบเต็มรูปแบบ ฉากจบของงานที่นี่มักจะเรียกเสียงฮือฮาได้ทุกปีด้วยพลุสีทองที่สว่างจ้าจนทำให้กลางคืนกลายเป็นกลางวันในชั่วพริบตา
  • Otaru Ushio Matsuri (ท่าเรือโอตารุ): ปิดท้ายด้วยความคลาสสิกที่เมืองท่าสุดโรแมนติกอย่างโอตารุ พลุจะถูกจุดขึ้นเหนืออ่าวโอตารุ ทำให้เกิดภาพสะท้อนที่สวยงามบนผิวน้ำทะเลที่นิ่งสงบ งานนี้จัดขึ้นในช่วงเทศกาลขอบคุณทะเล ผู้คนจะออกมาเต้นรำพื้นเมืองตามท้องถนนก่อนจะปิดท้ายด้วยการดูพลุ เป็นบรรยากาศงานวัดญี่ปุ่นที่สมบูรณ์แบบและอบอุ่นหัวใจท่ามกลางอากาศเย็นสบายของฮอกไกโด

แต่งตัวไปงานดอกไม้ไฟยังไงให้ได้รูปสวยปัง ไม่โป๊ะ

ถ้าอยากได้รูปสวยจึ้งแบบตะโกนว่ามาถึงญี่ปุ่นแล้ว แนะนำให้หยิบชุดยูคาตะ (Yukata) มาใส่จะดีที่สุด เพราะนอกจากจะเป็นชุดประจำฤดูกาลที่เข้ากับบรรยากาศงานวัดญี่ปุ่นแบบ 100% แล้ว ลวดลายดอกไม้สดใสยังช่วยขับออร่าของคุณให้โดดเด่นท่ามกลางแสงไฟสลัวยามค่ำคืนอีกด้วย 

ทริคเล็กๆ สำหรับสายถ่ายรูปคือให้เลือกชุดสีตัดกับท้องฟ้ากลางคืน เช่น สีขาว ครีม หรือสีพาสเทลอ่อนๆ ซึ่งจะช่วยให้ตัวเราไม่กลืนไปกับความมืดจนมองไม่เห็นตัวเลย ส่วนเรื่องกาลเทศะแนะนำให้พกพัดกระดาษสวยๆ ติดมือไว้พัดคลายร้อน พร้อมรองเท้าเกี๊ยะไม้ที่ใส่ถุงเท้าแยกนิ้ว หรือสวมรองเท้าแตะสานที่เดินสบายหน่อย เพราะงานนี้ต้องเดินเยอะและนั่งรอคิวนาน(มาก) รับรองว่านอกจากจะได้คอนเทนต์ที่ดูเป็นมือโปรแล้ว ยังได้สัมผัสหัวใจของวัฒนธรรมฮานาบิแบบที่คนญี่ปุ่นเขาทำกันจริงๆ อีกด้วยนะ
สำหรับใครที่กำลังวางแผนเดินทางเที่ยวญี่ปุ่นเพื่อไปชมเทศกาลดอกไม้ไฟสุดงดงามนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือจองทัวร์กับ Imageholiday เราพร้อมดูแลให้คุณได้สัมผัสกับความอลังการบนท้องฟ้าอย่างเต็มอิ่มและประทับใจไม่รู้ลืม