30 ไอเดีย ซื้อของฝากโตเกียว ไปโตเกียวทั้งทีต้องซื้ออะไรบ้าง
การซื้อของฝากโตเกียว ถือเป็นโจทย์ที่หินพอสมควรเลย ไม่ว่าคุณกำลังจะไปโตเกียวคนเดียวครั้งแรกในชีวิตหรือไปกับทัวร์ญี่ปุ่นก็ตาม คุณจะรู้สึกตื่นตาตื่นใจไปกับทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าจนเลือกไม่ถูกว่าจะซื้ออะไรกลับไปดี หรือแม้แต่คนที่ไปกับมาแล้วหลายครั้งก็ยังต้องกุมขมับทุกทีที่เดินเข้าร้านขายของฝาก และเพื่อให้คุณไม่ต้องยืนงงกลางย่านชินจูกุหรือกินซ่าอีกต่อไป บทความนี้เราได้รวบรวม 30 ไอเดียของฝากโตเกียวเด็ด ๆ รับรองว่าถูกใจผู้รับอย่างแน่นอน หลังจากอ่านบทความนี้จบคุณจะไม่ตั้งคำถามอีกเลยว่าไปโตเกียวต้องซื้ออะไรกลับไทยบ้าง
ติดตามเรา
ติดต่อเรา
ของฝากโตเกียวที่คุณไม่ควรพลาด มีอะไรบ้าง?
1. NewYork Perfect Cheese (คิวยาวที่สุดในสถานีโตเกียว ไม่มีขายในไทย)
NewYork Perfect Cheese เป็นของฝากอันดับต้นๆ ที่สร้างปรากฏการณ์คิวยาวเหยียดตั้งแต่นาทีแรกที่ร้านเปิด ตัวขนมโดดเด่นด้วยเลเยอร์ที่ซับซ้อน เริ่มจากแผ่นคุกกี้ Langue de Chat กรุบกรอบ สอดไส้ก้อนชีสเชดด้าชิ้นโต เติมความละมุนด้วยครีมสดและไวท์ช็อกโกแลต ผสมผสานระหว่างความเค็มมันของชีสและความหวานหอมของเมเปิ้ลไซรัปได้อย่างลงตัว หากคุณกัดเข้าไปแล้วจะได้รับรสสัมผัสที่ทั้งกรอบและครีมมี่ในคำเดียว บอกเลยว่าใครที่เป็น Cheese Lover ถ้าไม่ได้ลองตัวนี้ถือว่ามาไม่ถึงโตเกียว
- พิกัด: สถานีโตเกียว (ด้านใน Gate – Marunouchi South Exit), ห้าง Keio Shinjuku, สนามบินฮาเนดะ (Terminal 1)
- ราคา: เริ่มต้นประมาณ 1,080 เยน (กล่อง 5 ชิ้น) ไปจนถึง 3,000+ เยน
2. Press Butter Sand (รสพิเศษตามฤดูกาล เช่น รสเกาลัด หรือรสสตอเบอร์รี่ขาว)
หากคุณเบื่อคุกกี้แบบเดิมๆ Press Butter Sand คือคำตอบที่คุณตามหา ขนมชนิดนี้ใช้เทคนิคการอบแบบ Hasami-yaki หรือการประกบเหล็กร้อนเพื่อให้ได้แป้งคุกกี้ที่กรอบกริ๊บ หอมกลิ่นเนยชัดเจน ไส้ด้านในเป็นคาราเมลรสเข้มคู่กับบัตเตอร์ครีมเนื้อเนียนนุ่ม รสชาติไม่หวานตัดขา เน้นความหอมมันของเนยแท้ๆ ที่ส่งตรงจากฮอกไกโด ยิ่งถ้าได้รสพิเศษตามฤดูกาลอย่างรสเกาลัด หรือรสสตอเบอร์รี่ขาวด้วยแล้ว ถือว่าฟินสุดๆ หรือถ้าใครมากับกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัวที่เดินทางมาด้วยทัวร์ญี่ปุ่น ส่วนตัว การแวะซื้อขนมชื่อดังตามสถานีรถไฟใหญ่ๆ แบบนี้จะทำได้ง่ายและคล่องตัวมากๆ
- พิกัด: สถานีโตเกียว (Marunouchi South Exit), ห้าง Daimaru Tokyo, ห้าง Shibuya Scramble Square, สนามบินนาริตะ/ฮาเนดะ
- ราคา: เริ่มต้นประมาณ 1,100 เยน (กล่อง 5 ชิ้น)
3. The Maple Mania (Butter Cookie ที่หอมเมเปิ้ลแบบตะโกน)
นี่คือของฝากที่แค่เดินผ่านหน้าร้านก็ได้กลิ่นหอมจนต้องเหลียวหลังครับ The Maple Mania โดดเด่นในเรื่องของ Maple Butter Cookie แผ่นบางกรอบสอดไส้บัตเตอร์ช็อกโกแลต ที่สำคัญเขาใช้เมเปิ้ลไซรัปแท้จากแคนาดาและเนยคุณภาพสูง ตัว Texture จะกรอบร่วนคล้ายๆ คุกกี้ลิ้นแมว แต่เข้มข้นกว่ามาก รสชาติหวานหอมเหมือนขนมโฮมเมด แพ็กเกจจิ้งก็ทำได้น่ารักสไตล์เรโทร เหมาะสำหรับซื้อให้ผู้ใหญ่หรือเพื่อนร่วมงานมากๆ เลย
- พิกัด: สถานีโตเกียว (Gransta ชั้น B1), สนามบินฮาเนดะ
- ราคา: เริ่มต้นประมาณ 1,130 เยน (กล่อง 9 ชิ้น)
4. Sugar Butter Tree (แซนด์วิชธัญพืชกรอบ รุ่นคอลแลบกับ Moomin)
หนึ่งในของฝากยอดนิยมจากโตเกียวที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ Sugar Butter Tree เป็นขนมที่มี Texture เป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร เพราะตัวแป้งทำจากธัญพืช 7 ชนิด อบด้วยเนยน้ำตาลจนกรอบเกรียวคล้ายๆ ซีเรียลพัฟฟ์ สอดไส้ด้วยช็อกโกแลตนมสีขาวนวล รสสัมผัสจะออกมันนัวจากธัญพืชตัดกับความหวานอ่อนๆ ของครีมช็อกโกแลต เป็นขนมที่หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเคี้ยวเพลินจนหยุดไม่ได้กันเลยทีเดียว แถมยังมีคอลเลกชันพิเศษร่วมกับ Moomin ที่ขยันออกลายกล่องสวยๆ มาให้สะสมอยู่ตลอด ใครเป็นสาวก Moomin ต้องไม่พลาด และในกรณีที่คุณมากับโปรแกรมทัวร์ญี่ปุ่นโตเกียวด้วยแล้ว ส่วนใหญ่มักจะพาแวะจุดช้อปปิ้งที่มีขนมชนิดนี้วางขายอยู่แน่นอน
- พิกัด: ห้าง Daimaru Tokyo, สถานีโตเกียว, สถานีชินจูกุ, สนามบินนาริตะ/ฮาเนดะ
- ราคา: เริ่มต้นประมาณ 570 เยน (แพ็ก 5 ชิ้น) จนถึงแบบกล่องพรีเมียม 2,000+ เยน
5. Tokyo Banana (Premium Edition)
ลืม Tokyo Banana รสออริจินัลที่เห็นบ่อยๆ ไปได้เลย เพราะโตเกียวบานาน่าในยุคนี้เขามีรสพรีเมียมที่หาซื้อได้เฉพาะบางจุดเท่านั้น อย่างรส Brulée Tart ที่ด้านบนเป็นน้ำตาลไหม้กรุบกรอบ หรือรสคอลแลบกับตัวการ์ตูนดังอย่าง Pikachu หรือ Doraemon ที่มาพร้อมไส้คัสตาร์ดรสแปลกใหม่ เช่น รสคาราเมลคัสตาร์ด หรือรสนมวานิลลา แม้จะเป็นรสพรีเมียมแต่ตัวเค้กยังคงนุ่มฟูที่เป็นเอกลักษณ์เด่น ส่วนไส้ข้างในจะแน่นและหอมกว่ารุ่นปกติมาก ใครอยากสัมผัสความแปลกใหม่ของ Tokyo Banana ต้องลองให้ได้สักครั้งในชีวิต และถ้าใครที่เดินทางมาแบบจัดกรุ๊ปทัวร์ส่วนตัว ก็สามารถแจ้งไกด์ให้พาแวะจุดจำหน่ายรุ่นพรีเมียมเหล่านี้ได้โดยเฉพาะ ไม่ต้องเสียเวลาวนหาเองให้เหนื่อย
- พิกัด: สถานีโตเกียว (โซน Tokyo Banana World), สนามบินนาริตะ/ฮาเนดะ, ห้างสรรพสินค้าชั้นนำในย่านชินจูกุ
- ราคา: เริ่มต้นประมาณ 650 – 1,200 เยน (ตามจำนวนชิ้นและรุ่นพิเศษ)
6. Number Sugar (คาราเมลโฮมเมดชื่อดังแห่งย่าน Omotesando)
คาราเมลโฮมเมดชื่อดังจากย่าน Omotesando ที่อาจทำให้คุณลืมภาพจำเก่าๆ ของคาราเมลที่เหนียวติดฟันไปได้เลย ความพิเศษของ Number Sugar คือการปรุงด้วยมือและใช้วัตถุดิบธรรมชาติ 100% แต่ละหมายเลขบนห่อจะแทนรสชาติที่ต่างกัน เช่น No.1 รสวานิลลา, No.2 รสเกลือ (Sea Salt) ซึ่งเป็นตัว Best Seller เนื้อสัมผัสจะเนียนนุ่มแทบจะละลายในปากทันที รสชาติหวานกำลังดี มีกลิ่นหอมของเนยและน้ำตาลไหม้ชัดเจน ส่วนแพ็กเกจจิ้งก็มาในสไตล์มินิมอลที่ดูแพงมาก ใครได้ไปรับรองยิ้มแป้นแน่นอน
- พิกัด: ร้าน Flagship ย่าน Omotesando, สาขา Marunouchi, สาขา Daikanyama
- ราคา: ชิ้นละประมาณ 120 เยน / แบบกล่องรวมรสเริ่มต้นประมาณ 1,100 เยน
7. Audrey Glacia (ขนมรูปช่อดอกไม้จิ๋วสุดน่ารักที่คนญี่ปุ่นยังต่อคิวซื้อ)
นี่คือขนมที่ได้รับฉายาว่าช่อดอกไม้กินได้ เป็นหนึ่งในของฝากที่หาซื้อยากที่สุดเพราะมักจะ Sold Out ตั้งแต่ช่วงสายเลย สำหรับ Audrey Glacia เป็นขนมรูปทรงกรวยขนาดจิ๋วคล้ายช่อดอกไม้ ตัวแป้งคล้ายคุกกี้ Tuile บางกรอบ สอดไส้ด้วยบัตเตอร์ครีมเนื้อเบา ท็อปด้วยสตรอว์เบอร์รี่อบแห้งรสเปรี้ยวอมหวาน รสชาติจะนัวอยู่ในปากระหว่างครีมกับความสดชื่นของผลไม้ เป็นของฝากที่นอกจากจะอร่อยแล้วยังถ่ายรูปสวยๆ ได้อีกเพียบ
- พิกัด: ห้าง Nihonbashi Takashimaya, ห้าง Seibu Ikebukuro, สนามบินฮาเนดะ
- ราคา: เริ่มต้นประมาณ 1,200 เยน (กล่อง 8 ชิ้น)
8. Echire Maison du Beurre (ขนมจากเนยฝรั่งเศสพรีเมียมที่มีเฉพาะบางสาขาในโตเกียว)
สำหรับสายพรีเมียมต้องรู้จักแบรนด์เนย Echire จากฝรั่งเศสอย่างแน่นอน ที่โตเกียวเองก็มีร้านเบเกอรี่เฉพาะทางอย่าง Echire Maison du Beurre ที่ใช้เนยชนิดนี้เป็นส่วนประกอบหลักด้วยเหมือนกัน สำหรับของฝากที่ต้องหิ้วจะมีทั้ง Sablé (คุกกี้เนยเข้มข้น) และ Galette ที่จะให้รสสัมผัสของเนยเอ่อล้นอยู่ในปากตั้งแต่คำแรกที่กัด ส่วน Texture จะกรอบร่วนและหอมมันเป็นพิเศษ รสชาติเค็มเล็กๆ จากเกลือพรีเมียมจะช่วยชูรสเนยให้เด่นมากยิ่งขึ้น นับเป็นหนึ่งในของฝากระดับ Hi-end ที่สายกินต้องยอม
- พิกัด: Marunouchi Brick Square (ใกล้สถานี Tokyo)
- ราคา: เริ่มต้นประมาณ 3,000 – 4,000 เยน (ตามขนาดกล่องเหล็ก)
9. Shiseido Parlour (ขนมชีสเค้กแพ็กเกจจิ้งหรูหราจากย่าน Ginza)
ถ้าพูดถึงชื่อ Shiseido หลายคนอาจนึกถึงเครื่องสำอาง แต่ Shiseido Parlour ในย่าน Ginza แล้วถือเป็นตำนานแห่งขนมหวานเลยที่สายรักของหวานคุ้นหูอย่างแน่นอน สำหรับเมนูที่เหมาะเป็นของฝากมากที่สุดจะเป็นใครไม่ได้นอกจาก Cheesecake ชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาดพอดีคำ ที่ใช้ครีมชีสเข้มข้นจากเดนมาร์กและแป้งสาลีชั้นดี เนื้อสัมผัสจะแน่นและนุ่มนวลรสชาติเปรี้ยวนิดหวานหน่อยสไตล์ชีสเค้กแท้ๆ มาในแพ็กเกจจิ้งสีน้ำเงินสุดหรูตามแบบฉบับความคลาสสิกของย่านกินซ่า รับรองว่าถูกใจคนรับจนต้องมีการขอให้กลับมาซื้อซ้ำอีกรอบแน่นอน
- พิกัด: ร้าน Shiseido Parlour Ginza, ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เช่น Isetan, Mitsukoshi, สนามบินนาริตะ/ฮาเนดะ
- ราคา: เริ่มต้นประมาณ 1,080 เยน (กล่อง 3 ชิ้น) / 1,998 เยน (กล่อง 6 ชิ้น)
10. Hanagataya (ขนมรวมฮิตพรีเมียมจากสถานีโตเกียว)
ถ้าคุณมีเวลาน้อยแต่อยากได้ของฝากที่คัดมาแล้วอย่างดี ต้องพุ่งตัวไปที่ Hanagataya ให้ไวเลย ที่นี่ไม่ใช่แค่ชื่อร้าน แต่เป็นแบรนด์ที่รวมขนมระดับพรีเมียมที่เป็นของดีประจำสถานีโตเกียวมาไว้ในที่เดียว โดยเฉพาะ Tokyo Banana x KitKat เวอร์ชั่นพิเศษ หรือขนมพายกรอบเคลือบช็อกโกแลตที่เป็นเอกลักษณ์ Texture ของขนมในร้านนี้ที่เน้นความสดใหม่และใช้วัตถุดิบชั้นเลิศ รสชาติมีให้เลือกตั้งแต่แบบดั้งเดิมไปจนถึงฟิวชั่น ถือเป็นจุดรวมพลของฝากที่คนญี่ปุ่นเองยังต้องมาแวะซื้อก่อนขึ้นรถไฟชินคันเซ็น
- พิกัด: สถานีโตเกียว (มีหลายสาขา ทั้งฝั่ง Shinkansen North Transfer Gate และ Central Street)
- ราคา: เริ่มต้นประมาณ 800 – 2,500 เยน (ขึ้นอยู่กับประเภทขนมและขนาดกล่อง)
11. Mount Baum by Nenrinya (เค้กขอนไม้ทรงเทือกเขาที่โด่งดังที่สุดในโตเกียว)
หากพูดถึง Baumkuchen หรือเค้กขอนไม้แล้ว ถือเป็นหนึ่งในของฝากที่โด่งดังที่สุดในโตเกียวเลย โดยเฉพาะรุ่น Mount Baum ที่ต่างจากเค้กขอนไม้ทั่วไปตรงที่มีรูปทรงเหมือนเทือกเขา ผิวด้านนอกจะอบจนกรอบเล็กน้อย แล้วเคลือบด้วยน้ำตาลไอซิ่งบางๆ ส่วนเนื้อเค้กด้านในจะนุ่มชุ่มฉ่ำและแน่นกว่ารุ่นปกติ รสชาติหอมกลิ่นไข่และเนยแบบเน้นๆ เป็นขนมที่ทานคู่กับน้ำชาหรือกาแฟร้อนๆ แล้วเข้ากันได้ดีเยี่ยม
- พิกัด: สถานีโตเกียว (โซนอาหาร), ห้าง Seibu Ikebukuro, สนามบินนาริตะ/ฮาเนดะ
- ราคา: เริ่มต้นประมาณ 864 เยน (ขนาดพกพา) จนถึง 1,620+ เยน (ขนาด 1 แท่ง)
12. Kamonaya (ขนมปังกรอบหน้าถั่วและน้ำผึ้ง ม้ามืดแห่งสถานีโตเกียว)
ขนมปังกรอบหน้าถั่วและน้ำผึ้งที่เป็นม้ามืดของสถานีโตเกียวที่ใครหลายคนอาจไม่รู้มาก่อน ตัวขนมเป็นแผ่นแป้งบางกรอบ อัดแน่นไปด้วยถั่วอัลมอนด์และถั่วแมคคาเดเมียเคลือบด้วยน้ำผึ้งคาราเมลเข้มข้น Texture จะมีความกรอบแบบ Crunchy ที่มาจากถั่วเน้นๆ รสชาติจะออกหวานมันและหอมของน้ำผึ้งแท้ติดปลายลิ้น เป็นขนมที่ทั้งเคี้ยวสนุกและให้พลังงานดีมากๆ
- พิกัด: สถานีโตเกียว (Gransta ชั้น B1)
- ราคา: เริ่มต้นประมาณ 800 – 1,200 เยน (ตามจำนวนชิ้น)
13. Karinto (ขนมโบราณญี่ปุ่นในแพ็กเกจทันสมัยจากย่าน Nihonbashi)
หากพูดถึงขนมโบราณของญี่ปุ่นแล้ว Karinto คือที่สุดของฝากที่คุณไม่ควรพลาด ขนมชนิดนี้เกิดจากการนำแป้งทอดมาเคลือบน้ำตาลดำ แต่ความพิเศษของร้านดังในย่าน Nihonbashi คือการทำออกมาหลากหลายรสชาติ แถมมีแพ็กเกจจิ้งที่สวยจนดูเหมือนงานศิลปะ ส่วน Texture ของตัวขนมจะกรอบแน่น สำหรับรสชาติมีให้เลือกทั้งแบบหวานดั้งเดิม ไปจนถึงรสงา รสผัก หรือรสส้มยูซุ เป็นของฝากที่แสดงถึงวัฒนธรรมญี่ปุ่นดั้งเดิมที่ถูกยกระดับให้พรีเมียมได้อย่างลงตัว
- พิกัด: ย่าน Nihonbashi, ห้าง Mitsukoshi, ห้าง Takashimaya
- ราคา: ประมาณ 400 – 600 เยนต่อถุง (แบบกล่องรวมรสจะอยู่ที่ 2,000+ เยน)
14. เครื่องสำอาง &be (แบรนด์ของเมคอัพอาร์ทิสต์ตัวพ่อของญี่ปุ่น)
นี่คือแบรนด์ที่กำลังเป็นกระแสที่สุดในญี่ปุ่นตอนนี้เลย &be ก่อตั้งโดย Yusuke Saeki เมคอัพอาร์ทิสต์ชื่อดัง ผลิตภัณฑ์ตัวดังที่ต้องซื้อกลับไทยคือ &be UV Primer เบสเมคอัพผสมกันแดดที่ช่วยให้ผิวฉ่ำวาวแบบสาวญี่ปุ่น และ &be Black Sponge ฟองน้ำแต่งหน้าที่นุ่มและเกลี่ยง่ายระดับเทพ เนื้อสัมผัสของเครื่องสำอางแบรนด์นี้จะเน้นความเป็นธรรมชาติ ผิวดูสุขภาพดี ที่สำคัญคือไม่มีขายในไทยอย่างเป็นทางการ หิ้วกลับไปรับรองว่าถูกใจสาวๆ แน่นอน
- พิกัด: ร้าน Loft, @Cosme Store, Plaza, และร้าน Drugstore ใหญ่ๆ ในโตเกียว
- ราคา: เริ่มต้นประมาณ 770 เยน (ฟองน้ำ) ไปจนถึง 2,750 เยน (ไพรเมอร์)
15. Visee (Lip & Eye Collection รุ่นพิเศษที่หาซื้อได้เฉพาะในโตเกียว)
Visee เป็นแบรนด์ในเครือ Kose ที่เน้นความแฟชั่นและคุณภาพเกินราคา สำหรับไอเทมที่แนะนำจะเป็น Visee Essence Lip Plumper ลิปกลอสสูตรพิเศษที่ให้ความฉ่ำวาวและบำรุงริมฝีปากได้อย่างล้ำลึก รวมถึงอายแชโดว์เนื้อชิมเมอร์ที่มีความละเอียดสูง ทาแล้วดวงตาดูสวย มีมิติ ส่วนเนื้อสัมผัสจะให้ความนุ่มลื่น เกลี่ยง่าย ที่สำคัญคือราคาที่ญี่ปุ่นถูกกว่าไทยมาก และที่สำคัญมีสีพิเศษที่หาซื้อได้เฉพาะในโตเกียวเท่านั้น
- พิกัด: ร้าน Matsumoto Kiyoshi, Sundrug, Don Quijote (ดองกี้)
- ราคา: เริ่มต้นประมาณ 1,100 – 1,600 เยน
16. Excel (Eye Planner & Powder อัปเดตรุ่นล่าสุดที่ยังไม่มีในไทย)
แม้ Excel จะมีขายในไทยบ้างแล้ว แต่การไปซื้อที่โตเกียวถือว่าได้ไปอัปเดตรุ่นล่าสุดที่ไทยยังไม่นำเข้า โดยเฉพาะอายแชโดว์รุ่น Eye Planner แบบหลุมเดี่ยวที่มีให้เลือกนับสิบสี และแป้งฝุ่น Extra Rich Powder ที่ออกเฉพาะช่วงฤดูหนาวเท่านั้น แป้งฝุ่นนี้จะมีเนื้อสัมผัสที่เนียนละเอียดและนุ่มเหมือนปุยเมฆ ช่วยล็อคเมคอัพได้ดี ใบหน้าดูละมุนตลอดทั้งวัน เป็นไอเทมที่บล็อกเกอร์ญี่ปุ่นยกให้เป็นของดีราคาประหยัด แต่คุณภาพเทียบเท่าแบรนด์ระดับ Hi-end
- พิกัด: ร้าน Loft, Tokyu Hands, @Cosme Store และร้าน Drugstore ใหญ่ๆ ทั่วโตเกียว
- ราคา: เริ่มต้นประมาณ 990 เยน (อายแชโดว์) ไปจนถึง 2,640 เยน (แป้งฝุ่น)
17. Cezanne (รุ่นพิเศษที่มีขายเฉพาะในร้านใหญ่ๆ ในญี่ปุ่น)
Cezanne เป็นหนึ่งในไอเทมที่ทั้งถูกและดีต่อใจนักช้อปไทยเป็นอย่างมาก แต่ในร้านใหญ่ระดับ Flagship Store ที่โตเกียว จะมีไอเทมรุ่นพิเศษที่หาในไทยได้ยากมากอย่าง Cezanne Pearl Glow Highlight สีใหม่ๆ หรือบลัชออนเนื้อครีมรุ่น Limited Texture ของผลิตภัณฑ์ Cezanne จะเน้นความบางเบา แต่ให้ความฉ่ำวาวที่ดูสุขภาพดี รสสัมผัสเนียนละเอียด ไม่เน้นรูขุมขน ใครที่ชอบแต่งหน้าลุคผิวฉ่ำโกลว์แบบสาวญี่ปุ่นต้องไม่พลาดรุ่นพิเศษเหล่านี้เลย
- พิกัด: @Cosme Store สาขา Harajuku, ร้าน Loft สาขา Shibuya
- ราคา: เริ่มต้นประมาณ 660 – 800 เยน
18. แปรงสีฟันจากร้านพรีเมียม (แบรนด์ Ebisu รุ่น Premium Care)
ญี่ปุ่นถือเป็นเจ้าแห่งนวัตกรรมการดูแลช่องปากมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว และของฝากที่ดูเหมือนธรรมดาแต่คนรับหลายๆ คนประทับใจมากๆ นั่นก็คือแปรงสีฟันแบรนด์ Ebisu รุ่นพรีเมียม สำหรับความพิเศษจะอยู่ที่หัวแปรงกว้างพิเศษและขนแปรงที่นุ่มหลายระดับในชิ้นเดียว Texture ของขนแปรงจะให้ความนุ่มนวลที่สูงมาก ตอนแปรงจะรู้สึกเหมือนแปรงกำลังนวดเหงือกเบาๆ แต่กลับทำความสะอาดคราบพลัคได้สะอาดหมดจด เป็นไอเทมที่ช่วยยกระดับความสุขในการแปรงฟันที่หาซื้อคุณภาพระดับนี้ในไทยได้ยากมากๆ
- พิกัด: ร้าน Tokyu Hands, ร้าน Loft, ร้าน Drugstore ทั่วไป เช่น Matsumoto Kiyoshi
- ราคา: ประมาณ 300 – 600 เยนต่อชิ้น
19. เครื่องรางวัดเซนโซจิ (ของแท้ต้องไปรับเองที่วัดอาซากุสะ)
ของฝากที่เป็นสิริมงคลที่สุดจากย่านเมืองเก่าก็คือเครื่องราง Omamori ของแท้จากวัดอาซากุสะ ที่คุณต้องเดินทางไปรับด้วยตัวเองที่วัดเท่านั้น ตัวเครื่องรางจะเป็นถุงผ้าไหมทอมือลวดลายประณีต ภายในบรรจุแผ่นไม้หรือผงศักดิ์สิทธิ์ที่ผ่านการปลุกเสกมาแล้ว เครื่องรางวัดเซนโซจิมีให้เลือกครบทุกด้านที่ต้องการ ทั้งความรัก การงาน และโชคลาภ นับเป็นของที่มีคุณค่าทางจิตใจสูงและแสดงถึงความปรารถนาดีต่อผู้รับเป็นอย่างมาก
- พิกัด: จุดจำหน่ายเครื่องรางภายในวัดเซนโซจิ (Sensoji Temple) ย่าน Asakusa
- ราคา: ประมาณ 500 – 1,000 เยนต่อชิ้น
20. สินค้าจาก Nintendo Tokyo (มีเฉพาะที่ตึก Shibuya Parco เท่านั้น)
สำหรับแฟนคลับเกม Nintendo Tokyo คือแลนด์มาร์คที่ต้องมาครับ ที่นี่เป็น Official Store แห่งแรกในญี่ปุ่นที่มีสินค้า Exclusive วางจำหน่ายเฉพาะที่นี่เท่านั้น มีให้เลือกตั้งแต่เสื้อยืดลายพิเศษ เครื่องเขียน และตุ๊กตาลิขสิทธิ์แท้จากเกมดังอย่าง Mario, Zelda และ Splatoon และแน่นอนว่าสินค้าที่นี่ทุกชิ้นพรีเมียม งานละเอียด ดีไซน์ดูทันสมัยสุดๆ ไม่ว่าจะเป็นของแต่งบ้านหรือของใช้จุกจิก ก็เป็นของฝากที่หาจากที่ไหนในโลกไม่ได้ นอกจากที่ตึก Shibuya Parco แห่งนี้เท่านั้น
- พิกัด: ตึก Shibuya Parco ชั้น 6 (ย่าน Shibuya)
- ราคา: เริ่มต้นตั้งแต่ 500 เยน (เครื่องเขียน/พวงกุญแจ) ไปจนถึงหลายพันเยนสำหรับของสะสมรุ่น Limited
21. สินค้าจาก Ghibli Store (สวรรค์ของคนรักสตูดิโอจิบลิ)
สำหรับแฟนการ์ตูนสตูดิโอจิบลิ (Studio Ghibli) ร้าน Donguri Kyowakoku คือสวรรค์ที่ใครหลายคนต้องมาให้ได้สักครั้งในชีวิต สำหรับของฝากที่แนะนำคือสินค้ากล่องสุ่มรุ่น Exclusive หรือพวงกุญแจและกระเป๋าผ้าลาย Totoro และ No Face ที่วางขายเฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้น สินค้าที่นี่ทุกชิ้นถูกผลิตด้วยความประณีตที่สูงมาก โดยเฉพาะตุ๊กตานุ่มฟู กอดทีไรก็ฟินทุกที หรืออย่างเครื่องปั้นดินเผาชิ้นเล็กๆ ที่ใส่ใจรายละเอียดเหมือนหลุดออกมาจากหน้าจอจริงๆ
- พิกัด: ร้าน Donguri Kyowakoku สาขา Tokyo Character Street (สถานีโตเกียว), สาขา Sunshine City (Ikebukuro), หรือสาขาใกล้วัดอาซากุสะ
- ราคา: เริ่มต้นประมาณ 800 – 1,500 เยน สำหรับของจุกจิก และ 3,000+ เยน สำหรับของตกแต่งบ้าน
22. เครื่องเขียนจากร้าน Itoya (ร้านระดับตำนานที่มีประวัติยาวนานกว่า 100 ปี)
Itoya เป็นร้านเครื่องเขียนระดับตำนานที่มีถึง 12 ชั้นในย่านกินซ่า เป็นหมุดหมายสำคัญของคนรักกระดาษและปากกาทั่วโลก สำหรับของฝากที่ห้ามพลาดได้แก่ กระดาษโน้ตและโปสการ์ดลาย Original ที่พิมพ์ด้วยเทคนิคพิเศษเฉพาะของร้าน หรือปากกาหมึกซึมรุ่น Limited สีพิเศษที่มีสลักคำว่า Itoya Ginza สำหรับเนื้อสัมผัสของกระดาษที่นี่จะเรียบเนียนในระดับพรีเมียม เขียนแล้วหมึกไม่ซึม เป็นของฝากที่ดูดี มีรสนิยม และใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันได้ดีทีเดียว แต่แน่นอนว่าหลายคนคงจะเก็บไว้เป็นที่ระลึกอันล้ำค่า มากกว่าจะนำมาใช้จริงๆ แน่นอน
- พิกัด: ร้าน Ginza Itoya (ตึกสีแดงที่มีสัญลักษณ์คลิปหนีบกระดาษยักษ์) ย่าน Ginza
- ราคา: เริ่มต้นประมาณ 300 เยน (โปสการ์ด/สติ๊กเกอร์) จนถึงหลักหลายพันเยนสำหรับปากกาแบรนด์ดัง
23. ปากกาหมึกซึมคอลเลกชันพิเศษ (Pilot หรือ Sailor รุ่นที่มีเฉพาะสาขาโตเกียว)
นอกจากจะเป็นเจ้าแห่งนวัตกรรมการดูแลสุขภาพช่องปากแล้ว ญี่ปุ่นยังเป็นเบอร์หนึ่งในเรื่องเครื่องเขียนด้วย โดยเฉพาะปากกาแบรนด์ Pilot และ Sailor ที่ขยันปล่อยรุ่นพิเศษร่วมกับห้างสรรพสินค้าหรือร้านเครื่องเขียนใหญ่ในโตเกียว เช่น สาขา Marunouchi ความพิเศษคือหัวปากกาที่ถูกปรับแต่งมาให้เขียนภาษาเอเชียได้คมชัดและลื่นไหลเป็นพิเศษ เวลาปลายปากกาจรดกับกระดาษจะสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวล ไม่ขัดมือ ส่วนตัวด้ามมีสีสันสวยงามที่ได้แรงบันดาลใจมาจากฤดูกาลในญี่ปุ่น เป็นของฝากที่มีคุณค่า สามารถส่งต่อเป็นมรดกให้ลูกหลานได้เลย
- พิกัด: ร้าน Maruzen (สาขา Nihonbashi หรือ Marunouchi), ร้าน Loft, ร้าน Itoya
- ราคา: เริ่มต้นประมาณ 3,000 เยน (รุ่นเริ่มต้น) ไปจนถึงหลายหมื่นเยน (รุ่นพรีเมียม)
24. ชาเขียว Ippodo Tea (ชาเกรดพรีเมียมจากเกียวโตที่มีช็อปใหญ่ในโตเกียว)
Ippodo Tea เป็นร้านชาเขียวเก่าแก่จากเกียวโตที่มีสาขาใหญ่ตั้งอยู่ในโตเกียว ที่นี่มีชาเขียวมัทฉะเกรดพรีเมียมให้เลือกหลากหลายชนิด สำหรับของฝากที่ต้องหิ้วกลับไปไทยก็คือ Matcha Powder ในกระป๋องเหล็กดีไซน์คลาสสิก หรือชาถุงเกรดพิเศษที่ชงง่ายแต่รสชาติเหมือนไปดื่มที่ร้าน Texture ของผงชาจะมีสีเขียวสดใสและมีผงละเอียดมาก ส่วนรสชาติก็เข้มข้นแบบต้นตำรับจริงๆ จะมีความหวานปนขมอยู่บ้าง แต่ก็ยังหอมกลิ่นคั่วที่เป็นเอกลักษณ์ เป็นของฝากที่แสดงถึงความพิถีพิถันสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ ถูกใจสายชาเขียวแน่นอน
- พิกัด: ร้าน Ippodo Tea สาขา Marunouchi (ใกล้สถานีโตเกียว), ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป
- ราคา: เริ่มต้นประมาณ 1,200 – 2,500 เยน
25. ถุงเท้า Tabio (รุ่นที่ทอด้วยเทคนิคพิเศษ ทนทานและใส่สบายกว่ารุ่นทั่วไป)
สำหรับใครที่ชอบเดินเที่ยวแล้วกำลังมองหาถุงเท้าคุณภาพดีและใส่สบายได้ทุกสถานการณ์ ต้องยกให้ Tabio เลย โดยเฉพาะรุ่นที่ทอด้วยเทคนิคพิเศษในญี่ปุ่น ซึ่งจะมี Texture ของเนื้อผ้าที่นุ่มแต่ทนทาน ไม่ย้วยง่าย แถมยังมีดีไซน์ที่เข้ากับแฟชั่นสมัยใหม่สุดๆ มีให้เลือกทั้งแบบแยกนิ้วและแบบปกติ ความพิเศษคือการตัดเย็บที่รับกับสรีระเท้าพอดี ช่วยให้คุณเดินเที่ยวได้ทั้งวันโดยไม่รู้สึกอึดอัดเท้าเลย ถือเป็นอีกหนึ่งของฝากราคาไม่แรงแต่คุณภาพสูงมากจนคนรับต้องกลับมาถามว่าซื้อจากที่ไหน
- พิกัด: ร้าน Tabio สาขาห้าง Lumine, สถานีโตเกียว, ย่าน Harajuku และ Ginza
- ราคา: ประมาณ 800 – 1,800 เยนต่อคู่
26. แก้วน้ำพับได้ Stojo (สี Limited ของสาขาโตเกียว)
แม้ Stojo จะเป็นแบรนด์ยอดฮิตระดับโลก แต่ที่โตเกียวจะมีสีพิเศษ หรือการคอลแลบคอลเลกชันที่หาซื้อได้เฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้น จุดเด่นที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือวัสดุซิลิโคนเกรดพรีเมียมที่มี Texture นุ่มมือแต่แข็งแรง สามารถพับเก็บให้แบนสนิทเพื่อประหยัดพื้นที่ในกระเป๋าได้โดยไม่เสียรูปทรง เวลาดื่มก็ไม่มีกลิ่นยางรบกวนด้วย เป็นของฝากที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองและคนชอบเดินทางเป็นอย่างมาก
- พิกัด: ร้าน Loft, Tokyu Hands, หรือร้านกาแฟชั้นนำในโตเกียว
- ราคา: ประมาณ 1,600 – 2,800 เยน (ตามขนาด)
27. มีดทำครัวจากย่าน Kappabashi (มีดญี่ปุ่นคุณภาพสูงที่สลักชื่อเราได้)
สำหรับใครที่มองหาของฝากที่ใช้งานได้ชั่วลูกชั่วหลาน ต้องไปที่ย่านกัปปะบาชิ (Kappabashi) เลย เพราะย่านนี้เป็นแหล่งรวมอุปกรณ์เครื่องครัวที่ใหญ่ที่สุดในโตเกียว มีดทำครัวญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องความคมที่เหนือชั้นและน้ำหนักที่สมดุล นอกจากความคมแล้วยังขึ้นชื่อเรื่องลวดลายดามัสกัสที่สวยงาม และที่สำคัญร้านส่วนใหญ่ในที่นี่จะมีบริการสลักชื่อเราเป็นภาษาญี่ปุ่นลงบนใบมีดให้ฟรีหรือคิดในราคาถูก ทำให้ของฝากจากย่านนี้จะมีเพียงชิ้นเดียวในโลกเท่านั้น แม้ว่าย่านนี้อาจจะเดินทางมายากไปสักหน่อยสำหรับมือใหม่ แต่หากคุณมากับทัวร์กรุ๊ปเหมา ส่วนใหญ่จะพาคุณไปย่านนี้ไว้อยู่แล้ว เพราะที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องของใช้คุณภาพสูงในราคาสบายกระเป๋า ซึ่งเป็นอะไรที่ถูกใจคนไทยสุดๆ
- พิกัด: ย่าน Kappabashi Street (ใกล้สถานี Tawaramachi หรือ Asakusa) เช่น ร้าน Kamata หรือร้าน Tsubaya
- ราคา: เริ่มต้นประมาณ 5,000 – 15,000+ เยน (ตามเกรดของเหล็ก)
28. ผลไม้ตามฤดูกาล (เช่น สตอเบอร์รี่สีขาว หรือองุ่นไชน์มัสกัส ที่ราคาถูกกว่าไทย 3-4 เท่า)
ของฝากที่อร่อยและคุ้มค่าที่สุดอย่างหนึ่งคือผลไม้สด โดยเฉพาะองุ่นไซน์มัสกัสที่กรอบนอก แต่เนื้อในเด้งเหมือนเยลลี่ รสชาติหวานฉ่ำหอมกลิ่นดอกไม้ และสตรอว์เบอร์รี่ขาวที่มีเนื้อนุ่มละมุน หวานนวลกว่าพันธุ์สีแดง หากซื้อที่โตเกียวคุณจะได้ราคาที่ถูกกว่าไทยหลายเท่าตัว แถมยังได้ความสดใหม่ที่หาเปรียบไม่ได้ (ถ้าไม่อยากพลาดของดี อย่าลืมเช็กกฎการนำเข้าผลไม้สด ณ วันเดินทางด้วย)
- พิกัด: ซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นใต้ดินห้างสรรพสินค้า (เช่น Isetan, Mitsukoshi) หรือร้านขายผลไม้หน้าสถานีใหญ่ๆ
- ราคา: เริ่มต้นประมาณ 1,500 – 3,500 เยน (ตามขนาดและเกรด)
29. สาเกพรีเมียม (Dassai 23 ในราคาที่ไทยซื้อได้แค่ขวดเล็ก)
สำหรับสายดื่ม ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าสาเกอันดับหนึ่งอย่าง Dassai 23 ในราคาท้องถิ่น ตัวเลข 23 หมายถึงการขัดข้าวให้เหลือเพียง 23% ทำให้รสชาติที่ได้นุ่มนวลสุดๆ ทั้งรสสัมผัสที่ละเมียดละไม ลื่นคอ ตามด้วยกลิ่นหอมคล้ายผลไม้สุก รสชาติหวานนิดๆ ติดปลายลิ้น เป็นอีกหนึ่งของฝากระดับพรีเมียมที่ถ้าซื้อที่ไทยราคาจะพุ่งไปไกลมาก แต่ที่โตเกียวคุณสามารถเป็นเจ้าของได้ในราคาที่เป็นมิตรสุดๆ
- พิกัด: แผนกสุราในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ, ร้านค้าปลอดภาษี (Duty Free) ในสนามบินนาริตะ/ฮาเนดะ
- ราคา: เริ่มต้นประมาณ 5,500 – 6,000 เยน (สำหรับขนาด 720ml)
30. กล้องฟิล์มมือสอง (ย่าน Shinjuku หรือ Ginza ที่สภาพนางฟ้าแถมยังราคาดี)
ปิดท้ายด้วยของฝากที่สายสโลว์ไลฟ์ไม่ควรพลาด เพราะโตเกียวเป็นแหล่งรวมกล้องฟิล์มมือสองสภาพดีที่สุดในโลก โดยเฉพาะย่าน Shinjuku และ Ginza สินค้ามือสองของที่นี่สภาพภายนอกดูแลมาอย่างดี (เกรดนางฟ้า) จนแทบดูเหมือนใหม่ ส่วนระบบกลไกก็ยังคงทำงานได้สมบูรณ์ สิ่งหนึ่งที่น่าจะถูกใจช่างภาพหลายๆ คนคือความรู้สึกขณะกดชัตเตอร์แบบแมคคานิคัลที่หาไม่ได้จากกล้องดิจิทัล เป็นของฝากที่มีทั้งคุณค่าทางศิลปะและเทคโนโลยี เหมาะสำหรับผู้รับที่รักในการถ่ายภาพเป็นอย่างยิ่ง
- พิกัด: ร้าน Map Camera (Shinjuku), Lemonsha (Ginza), Fujiya Camera (Nakano)
- ราคา: มีตั้งแต่หลักไม่กี่พันเยนไปจนถึงหลักแสนเยน (ตามรุ่นและสภาพ)
ข้อควรระวังก่อนซื้อของฝากโตเกียว
สิ่งสำคัญที่มองข้ามไม่ได้เลยคือการวางแผนเลือกร้านให้ดี เพราะสินค้าบางอย่าง เช่น ขนมสดพรีเมียมหรือไอเทม Limited Edition มักจะวางขายเฉพาะบางสาขาเท่านั้น เช่น เฉพาะในสถานีโตเกียว, สนามบินนาริตะ หรือฮาเนดะเท่านั้น หากคุณชะล่าใจรอไปซื้อทีเดียวที่สนามบินก็อาจผิดหวังเพราะของหมดหรือไม่มีวางจำหน่ายเลยก็ได้ นอกจากนี้อย่าลืมตรวจสอบวันหมดอายุของขนมญี่ปุ่นอย่างละเอียด เพราะของอร่อยระดับพรีเมียมส่วนใหญ่จะมีอายุการเก็บรักษาค่อนข้างสั้น ที่สำคัญอย่าลืมเช็กน้ำหนักสัมภาระและกฎการนำเข้าสินค้าอย่างผลไม้หรือของเหลวให้ดี เพื่อให้ทริปช้อปปิ้งของคุณราบรื่นและได้ของฝากที่ถูกใจผู้รับมากที่สุด
สุดท้ายนี้หากคุณกำลังวางแผนเดินทางเที่ยวญี่ปุ่นเพื่อไปเที่ยวชมธรรมชาติ, วัฒนธรรม หรือแม้แต่ไปซื้อของฝากแบบจัดเต็ม สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือจองทัวร์กับ บริษัททัวร์ Imageholiday เพื่อให้คุณได้สัมผัสความเป็นญี่ปุ่นได้อย่างเต็มอิ่มและประทับใจไม่รู้ลืม
